บ้านแก้เคล็ดชีวิต

 

 

 

 

 

 

 

 

 วันเปิดทำการ  :  วันอังคาร ถึง วันศุกร์ 
                          (วันโกน วันพระ วันนักขัตฤกษ์ ที่ตรงกับวันอังคาร ถึงวันศุกร์ ไม่หยุด)    
 

เวลาทำการ     :  รอบเช้า   10.00 น  ถึง  13.00 น. และ
                           รอบเย็น  18.30 น. -ถึง 21.00 น.


ค่าครู              :  ท่านละ 500 บาท

 

    

แผนที่บ้านแก้เคล็ดชีวิต แผนที่บ้านแก้เคล็ดชีวิต และ  ศูนย์ฝึกภาวนาอัครเบญจพล กรุงเทพฯ



ปฐมนิเทศ โดย
อาจารย์ศุภกิจ อัครเบญจพล

 

วิชานี้ เป็นวิชาแก้เคล็ดชีวิตของมนุษย์ (เฉพาะบุคคล) ได้มาจากการนั่งสมาธิวิปัสสนากรรมฐาน ในวิชานี้ได้จากการฝึกสมาธิ ผมปฏิบัติมาประมาณ 45 ปี  เพิ่งได้ช่วยเหลือคนมาประมาณ 25 ปี มีคนมาจากทุกสารทิศ ทั้งเมืองไทย และเมืองนอก เอเชีย  ยุโรป  ถ้าในเมืองไทยมีตั้งแต่ นายพล นายพัน ดารา นักธุรกิจ เจ้าของกิจการร้อยล้านพันล้าน ผมไม่ตื่นเต้น ผมถือว่าตายแล้วเสมอกัน ยากดีมีจนก็คนเหมือนกัน แต่ถ้าตราบใด ผมเห็นคนไหนมีทุกข์ ผมช่วยได้ผมได้บุญเยอะ เท่านั้นเอง

 

ลูกทุกคนมีพ่อมีแม่อยากมีเงินเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ แต่กรรมจำพรากวิบาก พยายามที่สุดแล้วก็ไม่สมหวัง บางทีพ่อแม่สิ้นไปแล้วก็เพิ่งอยู่ดีมีสุข มันก็เหมือนตราบาปลึกๆ ของลูก

 

วิชานี้ เป็นวิชาของครูบาอาจารย์ที่มาสอนในสมาธิ  ท่านล่วงลับไปนานแล้ว  ผมเกิดไม่ทันท่าน  แต่ท่านได้เมตตามาสอนในสมาธิ  ได้แก่ 

 

"  หลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า อำเภอวัดสิงห์  จังหวัดชัยนาท, 

   หลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา อำเภอบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี, 

   และหลวงพ่อโอภาสี  วัดหลวงพ่อโอภาสี  เขตบางมด จังหวัดกรุงเทพฯ"   

 

หลวงปู่ศุข หลวงพ่อกบ หลวงพ่อโอภาสี 

หลังจากนั้น อาจารย์ก็ได้พาลูกศิษย์ไปปฏิบัติธรรมในวันหยุดราชการ  ในป่าเขา ลำเนาไพร เหวถ้ำ ภูผา ป่าช้า และวัดร้าง เป็นประจำ บางครั้งก็ได้พบกับวิญญาณ ของหลวงปู่ หลวงตา ฤาษี ชีไพร ที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ตายในเหวในถ้ำ สอนวิชาให้ก็พอมี

 

เพราะฉะนั้นให้ระวังวิธีการทำบุญ อย่าไปดัดแปลง   เพราะเป็นวิชาของครูบาอาจารย์ที่ท่านสั่งสอนมา

 

นั่งสมาธิที่วัดมเหยงค์


วิชานี้ต้องพิสูจน์ มิใช่เขาแนะนำมาแล้วเชื่อเขาเลย โดยเฉพาะคนไทย เราจะเชื่อคนง่าย คนไทยพูดเก่ง ถ้าหลงเชื่อกระเป๋าฉีก ต้องพิสูจน์  อีกข้อหนึ่งต้องพิสูจน์ เพราะผมก็พูดเก่ง ตัวผมเองจริงๆ แล้ว คืออาจารย์ศุภกิจ อดีตเป็นอาจารย์สอนหนังสือ ที่มหาวิทยาลัยรามคำแหง ก็พูดเก่ง และมาถึงบ้านก็พูดเก่งตั้งแต่ 5 โมงเย็นจนถึงเที่ยงคืน  เป็นเวลา 25 ปีแล้ว ดังนั้นต้องพิสูจน์ ทุกวันนี้เกษียณราชการแล้วก็ยังพูดเหมือนเดิม

 

เพราะฉะนั้นต้องพิสูจน์ว่า ภายใน 7 วันนี้ หนึ่งครั้งทำได้หรือไม่? บุญเยอะหรือไม่? ขมากรรมได้หรือไม่? ถ้าไม่ผิด ชีวิตใหม่เป็นของทุกท่าน  ถ้าทำบุญมาเยอะก็ไปได้ไกล ถ้าทำบุญมาน้อยก็แก้ไม่ได้  มันจะมีอันเป็นไป ให้ภายใน 7 วันนี้ แก้ไม่ได้สักวัน  ชีวิตนี้ก็ขมากรรมไม่ได้  มีอันเป็นไป  เช่น หมาไล่ฟัด พระในวัดไม่มี รถยนต์ชนกัน มัวแต่เถียงกันทำให้เลยเวลาเพลห้ามถวาย ก็ทำไม่ได้ ให้ถอยหลังกลับมาทำใหม่ในวันรุ่งขึ้น


แต่ถ้าไม่ผิดชีวิตใหม่เป็นของท่าน ได้ 3 ข้อ ทุกครั้ง ดังต่อไปนี้


1)  เฮงซวยยังไงก็ช่าง ใครทำนายทายทักที่แล้วมาก็ช่าง คำพูดของผีเจ้าเข้าทรงพ่อมดหมอผี พูดจาที่แล้วมาไม่เป็นมงคลก็ยกเลิกทั้งหมด
     ให้ยึดพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ พ่อแม่ ครูบาอาจารย์เท่านั้น
2)  หลังทำบุญขมากรรม หน้าจะเปลี่ยน หน้าใส อิ่มบุญ จะทำมาหากินขึ้น นึกอะไรก็จะได้สมความมุ่งมาดปรารถนา   
3)  โชคดีเป็นของเราบ้าง หลังจากทำพิธีขอขมากรรมแล้ว ไม่ใช่เจ้ากรรมนายเวรมาขวางมาตลอดชีวิต

 

 
การแก้เคล็ดชีวิตของมนุษย์

 

ในที่นี้ได้จากการนั่งปฏิบัติ หรือจากการภาวนา ซึ่งเกิดขึ้นได้เฉพาะตัวบุคคล กรรมที่มีอิทธิพลต่อชีวิต มนุษย์ในชาติปัจจุบัน พอจะแยกประเภทได้ดังนี้
1)  กรรมที่มนุษย์กระทำต่อ "สัตว์"
2)  กรรมที่มนุษย์กระทำต่อ "มนุษย์" ด้วยกัน
3)  กรรมที่มนุษย์กระทำต่อ "พระสงฆ์, ผู้ทรงศีล"


กรรมที่ทำกับสงฆ์ มนุษย์ และสัตว์

 

 

สัตว์ คือ สิ่ง มีชีวิต ที่บวชพระ, บวชเณร, บวชชีไม่ได้ สวดมนต์, ปฏิบัติธรรม, สร้างวัตถุธรรมไม่ได้   สำหรับมนุษย์เราที่มุ่งทำกุศลพอคุ้มตัวได้  จึงไม่ค่อยติดกรรมของสัตว์

 

มนุษย์ กรรม เปลาะนี้ เกิดจากคดโกง ชิงรักหักสวาท ผิดศีล5  ยืมของเขามาเขาตายก่อนแล้วเราตายทีหลัง พวกนี้ถ้าไม่หมั่นทำบุญทำทานมันก็ลำบาก เพราะบางคนหน้าตาเป็นคน แต่ใจมันไม่ใช่ก็มี เป็นคนเพียงแค่ร่างกายแต่ใจเป็นสัตว์ ก็ยากที่จะผ่านกรรมได้    

 

พระ คือ   ผู้มีศีล   227 ข้อ    เป็นพื้นฐาน    เป็นผู้เผยแพร่พระพุทธศาสนา   วัตถุทาน โบสถ์   ศาลา วิหาร ทั้งหมดทั้งสิ้นที่อยู่ในธรณีสงฆ์  ล้วนแล้วแต่เสมือนของส่วนรวม   ที่นับว่าเป็นสาธารณะบุญที่มนุษย์อนุโมทนาสาธุ   ทำให้เกิดเป็นวัดวาอาราม    

 

พวกเรานี่ล่ะ ส่วนมากนี่จะติดกรรมของพระ เรียกว่าขาดสติ ทำของสงฆ์แตกหัก ซี้ปึ๊กกับพระ ไม่ชำระหนี้สงฆ์ เข้าวัดขาดสติ

 

ฉะนั้น จะแก้ได้แต่ก็เฉพาะกรรมที่เกิดขึ้นโดยไม่เจตนาเท่านั้น อย่างเช่น ถ้าเป็นกรรม ปล้น ฆ่า ยักยอกเงิน ตัดเศียรพระ ยุยงให้สงฆ์แตกแยก ผมก็ไม่มีสิทธิ์ช่วยใครได้เหมือนกัน เพราะถือว่าเป็นอนันตริยกรรม เป็นกรรมที่ร้ายแรง

 

การแก้เคล็ดชีวิต   เสมือนเป็นการขึ้นศาล   มีการร้องขอเพื่อชำระความกัน  ระหว่างโจทก์และจำเลย ถ้าเขาอโหสิกรรม ก็จะต้องมีการขอขมากรรม

 

การถวายสังฆทานในการแก้เคล็ดชีวิตของมนุษย์  จะประกอบไปด้วย สิ่งของและเครื่องใช้ของพระสงฆ์เป็นหลัก  ทำหนึ่งครั้ง สองครั้ง หรือบางคนทำสามสี่ครั้งแล้วแต่สถานการณ์ เพราะกระดาษแผ่นนี้ เป็นบุญของตัวท่าน (ท่านที่มาพบอาจารย์ศุภกิจ) ชีวิตของท่าน ไม่เกี่ยวกับลูกสามีพ่อแม่ญาติพี่น้อง ท่านคือผู้น่าสงสาร ทำบุญทำทานให้ตัวท่านซะบ้าง

 

เพราะฉะนั้น ยิ่งถ้าเป็นคนป่วยก็ต้องทำซ้ำบ่อยๆ คล้ายกับเป็นการกินยารักษาโรค มันก็หายเร็ว แล้วคนป่วยก็ต้องทำสมาธิเหมือนกันด้วย อย่างน้อยวันละ 30 นาที ยืน เดิน นั่ง นอน นอนภาวนาก็ได้ โรคกรรมต้องใช้บุญรักษา

 

อานิสงส์จากการทำสมาธิ  มีมากกว่าการทำบุญทุกประเภทในโลกนี้   เป็นการปลุกเสกตัวเอง   โดยไม่ต้องพึ่งคนอื่น   อานิสงส์สามารถครอบคลุมได้ทั้งครอบครัว กิจการ และการบำบัดรักษาโรค

 

เมื่อท่านได้เข้าพบอาจารย์ศุภกิจ

 

 

บ้านแก้เคล็ดชีวิต

 

 

อาจารย์จะเรียงเดี่ยวให้ฟังทีละคนว่าไปทำอะไรกันมา  จะแปลผลให้ฟังว่าเป็นแบบนี้ที่แล้วมา และต่อไปปีนี้จะเป็นอย่างนี้นะ ไปแก้ซะ จะได้ไม่เป็น ไม่อย่างนั้นก็เป็น คำไหนคำนั้นไม่โกหก ถ้าหมั่นทำบุญทำทาน หมั่นนั่งสมาธิก็จะหลุดล่วงไปด้วยดี ต่อไปนี้ก็ต้องไปเตรียมเครื่องขมากรรมซะ  ผมจะจดให้หมดว่า  เจ้ากรรมนายเวรเป็นใคร เขาจะเอาอะไรบ้าง ถึงจะอโหสิกรรม  ใครกันแน่ที่ขวางทางเรา   ทำให้ทำมาหากินแล้วไม่ร่ำรวย ที่แล้วมาเราทำบุญทำทานมาตลอดแต่แก้ไม่ตรง โดยสมมุติว่าเจ้ากรรมนายเวรอยากกินข้าวเหนียวมะม่วง   แต่เราไปซื้อข้าวเหนียวทุเรียนทำบุญ ใช่..เจ้ากรรมนายเวรกินอิ่มก็จริง แต่มันไม่ตรงใจ  เลยแก้เคล็ดชีวิตไม่ตก

 

เมื่อทำบุญเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะต้องปฏิบัติดังนี้

 

พี่น้องชาวพุทธที่รักทุกท่านที่กำลังอ่านอยู่นี้ จริงๆ ท่านทั้งหลายในเพศฆราวาส  มีแค่ ๒ ข้อ คือ อยากรวย กับอยากสุข   ไม่ต้องดิ้นรนให้มันเจ็บตัว  วันนี้มาเจอกัน เหมือนพี่สอนน้อง  หรือน้องสอนพี่  จริงๆ เราปลุกเสกตัวเราได้   แต่เราไม่รู้    ตั้งใจฟังและปฏิบัติให้ดี....

 

ให้ไปหัดนั่งสมาธิจากสำนักไหนก็ได้ ใช้เวลาวันละครึ่งชั่วโมง จริงๆแล้ว  ทุกสำนักไหว้พระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน  อย่าไปเชื่อว่าสำนักของกูเก่งกว่าของมึง  พวกกูเหาะได้ พวกกูเก่งกว่าของมึง  อย่าไปเชื่ออะไรง่ายๆ  ต้องปฏิบัติด้วยตัวเราเอง  พวกนั้นพวกขี้โม้หน้าวัด บางทีอ่านหนังสือพระธุดงค์แล้วมาคุย   แต่ไม่เคยขึ้นศาลาปฏิบัติเลย หรือไม่เคยเข้าป่าปฏิบัติ  ของพวกนี้ใครทำใครได้  ชอบคำบริกรรมภาวนาแบบไหนเอาแบบนั้น เช่น  พุท-โธ,  ยุบหนอ-พองหนอ, สัมมา-อะระหัง  

 

ให้เดินจงกรมก่อนแล้วค่อยนั่งสมาธิ  นั่งสมาธิให้เลยครึ่งชั่วโมง  เดี๋ยวอาจารย์จะช่วยอีกแรงหนึ่ง ทำตามกิจวัตรของคนปฏิบัติธรรม คือ "สวดมนต์ไหว้พระ เดินจงกรม นั่งสมาธิ "

 

เคล็ดลับการนั่งสมาธิ  มีดังนี้

 

นั่งตัวตรง นิ่ง นั่งหลับแต่อย่าหลับ ไม่หลับก็สงบ ไม่สงบก็หลับ  เกิดจากท้องพ่อท้องแม่ก็กระดุกกระดิกมาตลอด ลองไม่กระดุกกระดิกสักครึ่งชั่วโมง เราก็เป็นคนเก่งแล้ว และต่อมานั่งใหม่  ตัวตรงนิ่งได้แล้ว เรื่องใจนี่สำคัญ ใหม่ๆก็เป็นทุกคน หลับตา พุธ ภาวนายังไม่ทันถึง โธ จะนึกไปทั่ว  พระโขนง  สีลม  สามย่าน  สะพานควายสนามหลวง ขอร้องอย่าลืมตาขึ้น ให้กลับมาภาวนาใหม่ ใจเย็นๆ อย่างน้อย นั่งสมาธิสงบหรือไม่สงบก็ช่าง ถ้าฉันตั้งใจนั่งฉันก็ได้บุญ เพราะฉันยังไม่เป็นพระอรหันต์ จะได้นั่งแล้วจิตนิ่งปั๊บ เราเพิ่งหัดแต่เราก็ได้บุญ รวยอยากรวยทุกวัน สุขอยากสุขทุกวัน ถ้านั่งเฉพาะวันพระก็รวยเฉพาะวันพระจะเอารึเปล่า เมื่อตั้งใจนั่งแล้วถึงแม้ไม่สงบก็ได้บุญ เขาเรียก ”สัจจะบารมี”

 

 นั่งสมาธิ คน3วัย

ประโยชน์ของการนั่งสมาธิของคน ๓ วัย มีดังนี้

 

1)  เด็ก  จะเรียนหนังสือเก่ง จำง่ายลืมยาก ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย ความจำดี เรียนหนังสือได้ปริญญาตรี โท และเอก สมใจนึก และพ่อแม่หาเงินมาส่งเรียนสูงๆ ได้สบาย       

 

2)  ผู้ใหญ่  นั่งสมาธิจับอะไรก็เป็นเงินเป็นทอง เขาว่าคนเราเกิดมาชาตินี้มีกรรม ลืมตาขึ้นมาวิ่งหามาตลอด คือ เงินกับความสุข ก็นั่งสมาธิซะ ให้เงินกับความสุขวิ่งมาหาเราบ้างในชาตินี้ จะได้ไม่เสียชาติเกิด  นี่คือ การปลุกเสกตัวเรา จะได้รวยรุ่งอยู่ดีมีสุข ไม่ป่วยไม่ไข้ แล้วนั่งจะได้อะไร พอเรานั่งสมาธิ ก็จะได้ เสน่ห์ เมตตามหานิยม คงกระพัน ค้าขายเงินทองไหลมาเทมา  วิทยาศาสตร์  เรียกว่า แสงออร่า หรือรังสีเหนือม่วงรอบตัวเรา

 

3)  คนชรา   นั่งสมาธิจะมีสารเอ็นดอร์ฟินหลั่ง "อยู่ก็สบาย - ตายก็เป็นสุข" อายุยืน สงบ จิตไม่ฟุ้งซ่าน ไม่วุ่นวายงอแงกับลูกหลาน  ไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

 

เพราะฉะนั้นให้ตั้งใจนั่งสมาธิ

 

สุดท้ายนี้ จะบอกให้ได้เลยว่า "ไปไหว้พระดังไม่ได้ดังเหมือนพระ  แต่ถ้าปฏิบัติเหมือนพระดัง  เราก็จะดังเหมือนพระ"

 

จบคำปฐมนิเทศน์แบบย่อๆ ขอให้ทุกท่าน รวย รุ่ง อยู่ดี มีสุข นึกอะไรก็สมความมุ่งมาดปรารถนา โชคดีทุกๆ ท่าน ร่ำรวยๆ สุข เจริญๆตลอดไป

 

อาจารย์ศุภกิจ อัครเบญจพล

 

 

 

Visitors: 1,241,415