เส้นทางธรรมะส่งผลให้สุขภาพดีขึ้น

สวัสดีค่ะ  ดิฉันชื่อ นบกนก  กาญจนวิทย์ (ปุ๊)

 

ปุ๊ได้รู้จักอาจารย์ศุภกิจ  อัครเบญจพล  จากหนังสือหญิงไทย  ประมาณ เดือนเมษา ปีสามศูนย์กว่า ๆ คอลัมน์ของ คุณศิลาลักษณ์ ซึ่งรุ่นน้องนำมาให้อ่านแล้วบอกว่าน่าสนใจ  ในบทความมีเบอร์โทรศัพท์บ้านอาจารย์  

 

ปุ๊ได้โทรมาสอบถามว่าการแก้กรรมเป็นอย่างไร ค่าดูเท่าไร  ต้องทำอย่างไรบ้าง  พี่อ้อย (ภรรยาอาจารย์ศุภกิจ) ก็อธิบายว่า ดูโดยการนั่งสมาธิ และต้องถวายของตามที่อาจารย์กำหนดในแต่ละเดือน ทำได้บ่อยครั้งเท่าที่ต้องการ ซึ่งตอนนั้นให้ถวายบาตรพระ  ถาด สบง ฯลฯ  มีข้อแม้ข้อเดียว คือ ต้องนั่งสมาธิวันละครึ่งชั่วโมงทุกวัน

 

พอได้ฟังดังนั้นก็อยากมา  ด้วยพื้นเพเดิมเป็นคนชอบดูหมอมาก ๆ ตามประสาผู้หญิง   เลยชวนเพื่อนที่ทำงานมาดู  ตอนนั้นมา 3 คน  แต่ก่อนจะมา ก็ตกลงกันก่อนว่า  ถ้าเป็นแบบเข้าทรงกลับบ้านนะ 

 

วันที่มานั้นมาถึงที่บ้านอาจารย์  ประมาณ 6 โมงครึ่ง  กะว่าคงรอไม่นาน  ปรากฎว่าได้ดูประมาณ สี่ทุ่มกว่า  ข้าวก็ยังไม่ได้ทาน พอดีซื้อขนมปังติดมาด้วย  และแต่ละคนบ้านก็อยู่คนละทาง  ไม่มีรถส่วนตัว ก็ต้องโหวตว่าจะอยู่รอดู หรือจะกลับ ปรากฎว่าทุกคนก็บอกว่ารอ ไหนๆ ก็รอถึงขนาดนี้แล้ว  ซึ่งขณะนั้นฝนตก  อากาศไม่เป็นใจ  ยังไงก็ต้องลุย

 

พอได้เข้าไปพบอาจารย์  อาจารย์ก็รู้ว่าปุ๊นอนท่าไหน  แค่นี้ปุ๊ก็อึ้ง เพราะขนาดที่บ้านยังไม่มีใครรู้   แต่ปุ๊ฟอร์มเฉย ๆ   แถมอาจารย์ยังบอกอีกว่า ร้องไห้ดั่งแม่น้ำร้อยสาย   อึ้งอีก  รู้ได้ไง

 

ความรู้สึกตอนนั้นคิดว่า..  แบบว่าแม่นมาก  อยากเจอมานานแล้วอย่างนี้  เลยอยากพิสูจน์  ทำตามที่อาจารย์สั่งทุกอย่าง  ปรากฎว่า  สุขภาพแข็งแรงขึ้น  ดีขึ้นที่ละนิด  จนตัวเองก็เอะ

 

เดิมปุ๊ป่วยเป็นโรคลิ้นหัวใจรั่วตั้งแต่กำเนิด  เพิ่งมาแสดงอาการตอนโต ต้องทานยาวันละ 1 เม็ดเพื่อควบคุมการเต้นของหัวใจ อากาศร้อนและอากาศหนาว หัวใจก็จะทำงานหนักมากกว่าปกติ, โรคภูมิแพ้รักษาโดยการฉีดยาเข้าไป  เพื่อสร้างภูมิ  อาทิตย์ละ 2 เข็ม  เพราะตอนนั้นมีอาการคือพูดไม่มีเสียงออกมา  หมอบอกว่าต้องห้ามพูด   ไม่งั้นจะพูดไม่ได้ตลอดชีวิต, หมอนรองกระดูกเคลื่อนทับเส้นประสาท   ฯลฯ  ป่วยจนเพื่อนๆ เบื่อ โทรมาทีไรก็ป่วยตลอด  ปุ๊กินยาจนไม่อยากกินแล้ว  ใครไม่เป็นไม่รู้หรอก ว่ามันทรมานแค่ไหน   ปุ๊อิจฉาคนที่สุขภาพดี  และคิดว่าทำไมเราไม่เป็นอย่างคนอื่นเขาบ้าง

 

พอมาเจออาจารย์ตอนนั้นเหมือนชีวิตไม่มีทางเลือก อะไรก็ได้  ขอให้สุขภาพดีขึ้น  รู้สึกเบื่อ ไม่อยากเข้าโรงพยาบาลแล้ว  ปกติเดือนหนึ่งจะเข้าโรงพยาบาล อย่างน้อย 3 ครั้ง พอเข้าโรงพยาบาลที่ไรก็ต้องให้น้ำเกลือ  เพื่อนๆไม่เห็นใครเข้ารพ.เท่าปุ๊เลย  ปุ๊แค่ขออยากมีชีวิตเหมือนคนอื่นบ้าง  ทุกครั้งที่ทำบุญ จะขอพรขอให้มีสุขภาพที่แข็งแรง และได้ดวงตาเห็นธรรม  ชีวิตนี้ปุ๊ไม่อยากได้อะไรแล้ว  มักจะถามตัวเองว่า ทำไมเราต้องป่วยอะไรขนาดนี้    สมัยนั้นปุ๊กับโรงพยาบาลแทบจะเป็นเพื่อนสนิทกันเลย  คิดดูแล้วกัน  ก่อนที่มาพบอาจารย์  พี้นฐานครอบครัว (เน้นไหว้บรรพบรุษ) ในปีหนึ่งๆ จะทำบุญปีละ 1 ครั้ง  คือใส่บาตรตอนวันเกิด  ส่วนวันสำคัญทางพุทธศาสนา   ไม่ค่อยไป  เพราะไม่ชอบคนเยอะ

 

ปุ๊คิดเสมอว่าทำดีได้ดี  ทำชั่วได้ชั่ว  และเราไม่เคยคิดร้ายต่อใคร  เมื่อทำดีต้องได้ดี ไม่เคยคิดถึงเรื่องกรรมเก่า เพราะไม่เข้าใจ และไม่เคยศึกษา    แต่พอนาน ๆ ไปเราถึงรู้ว่ามันมีจริง  ทำอะไรกับใครไว้ในชาตินี้  หลังจากนั้น  10  ปี  กรรมก็ตามทัน  ถึงจะทำโดยเจตนาหรือไม่เจตนาก็ตาม  กรรมอย่างกับติดจรวด เร็วมากๆ

 

การที่ได้มาเจออาจารย์ และปฎิบัติตามที่อาจารย์บอก  สุขภาพปุ๊ดีขึ้นเรื่อย ๆ จนปัจจุบันนี้ ปุ๊ไม่เคยทานยาโรคหัวใจเลย มาหลายปีแล้ว แต่จะต้องพกยาติดตัวไปตลอด นอกจากมีอาการผิดปกติถึงจะทาน  เพราะหมอจะบอกว่าคุณสามารถตายได้ทันทีทันใดทุกขณะ  คุณต้องทานยาตามสั่ง ห้ามเครียด  ห้ามดื่มกาแฟ  เหล้า บุหรี่  ซึ่งตรงนั้นปุ๊ไม่เคยทานเลย  แต่ความเครียดนั่นนะสิ  มันนอกเหนือการควบคุม  เราไม่สามารถบังคับเหตุการณ์ต่างๆได้    ซึ่งความคิดในขณะนั้น  จะต้องพี่งยาตลอดชีวิตเลยหรือ  ทำไมเราไม่หาวิธีอื่น  ทานยามาก ๆ ก็ไม่ดี แล้วจะให้ปุ๊ทำไง 

 

เลยมาลองนั่งสมาธิ และทำบุญใส่บาตรให้เจ้ากรรมนายเวรตามที่อาจารย์ได้ระบุมา ก็เห็นผลจริง ๆ  ว่าตั้งแต่ปฎิบัติธรรมมา สุขภาพดีขึ้นเรื่อย ๆ

 

ถ้าเป็นคุณคุณจะเลือกอะไร  ระหว่างโรงพยาบาลกับการทำบุญ  จากคนที่ไม่เคยเข้าวัดเลย  แม้แต่ตอนเด็ก ๆ แม่จะให้แขวนพระตอนจะเดินทางไปต่างจังหวัด  พระจะได้คุ้มครอง  ปุ๊ยังไม่ยอมแขวน คิดดูดื้อแค่ไหน  ปุ๊คิดว่าทำดีได้ดี  ถึงเวลาตายก็ตาย  พอมาเจออาจารย์  ตอนแรกก็ถวายสังฆทานตามหน้าที่ที่ต้องทำ  พอทำบ่อย ๆ เข้า กลายเป็นความเคยชิน   จนบัดนี้กลายเป็นนิสัย  เข้าวัดเป็นเรื่องปกติสำหรับปุ๊

 

คิดอะไรไม่ออกหรือมีปัญหา  ฯลฯ  ก็จะไปวัด  ไปตั้งสติ  นั่งสมาธิ  สงบจิตสงบใจ  คนทั่วไปเขาอาจจะมองว่า ไปทำไมแต่วัด  มันบ่อยมากเกินไป  อะไรประมาณนี้  แต่อยากจะเล่าให้ฟังว่า  แค่เราหายใจเข้าไม่หายใจออก  ก็ตายแล้ว  ทุกเวลามีค่ามาก ๆ  แค่ 1 นาทีที่ไม่หายใจก็จบแล้ว

 

คนทุกวันนี้มัวหาแต่ทรัพย์สินที่อยู่ภายนอก  ต้องการมีบ้านหลังใหญ่ ๆ  มีเงินเยอะ ๆ  ต้องการให้คนยอมรับ  ต้องการ  และต้องการ  ฯลฯ สารพัดความต้องการ  และมันก็เคยมีไม่มีวันหมด ใช่ค่ะ เงินซื้อของทุกสิ่งทุกอย่างได้  แต่ซื้อความสุขทางใจไม่ได้

 

เวลาที่ร่างกายเราป่วย  เราก็ไปโรงพยาบาล  แล้วตอนที่จิตใจป่วยละ  เราเอาอะไรรักษา อยากจะบอกว่า  ธรรมะของพระพุทธเจ้า เป็นยาที่ดีที่สุดในโลก 

 

คุณไม่ต้องเชื่อในสิ่งที่ปุ๊เล่า  เมื่อคุณทำจริงคุณก็จะได้ของจริง  ทุกสิ่งทุกอย่างพิสูจน์ได้อย่างวิทยาศาตร์  ขออย่างเดียวขอให้ตัวคุณทุกๆ คนเปิดโอกาสให้กับตัวเอง  ศึกษาธรรมะอย่างแท้จริง  แล้วจะรู้ว่าความสุขที่แท้จริงเป็นอย่างไร  ไม่ใช่เป็นความสุขจอมปลอมบนโลกนี้   ตัวคุณเท่านั้น  ที่จะเป็นผู้เลือกทางเดิน  ให้กับตัวเอง  ไม่มีใครจะไปบังคับให้คุณทำ  ในสิ่งที่คุณไม่อยากทำ

 

ก่อนที่ปุ๊จะมาปฎิบัติธรรม  ปุ๊ก็จะคิดอยู่มุมเดียวว่า  ทำไมต้องเป็นปุ๊ที่ไม่สบายบ่อย ๆ  ทำไมต้องเป็นเรา  จนเบื่อตัวเอง ขอให้ทำอะไรก็ได้ที่จะทำให้หายป่วย  ก็เลยมาลองปฎิบัติดู ในเมื่อชีวิตมันไม่มีทางเลือก

 

หลังจากมาปฎิบัติธรรมทำให้รู้ว่าต้องขอบคุณความเจ็บป่วย อย่างมาก ๆ  ที่ทำให้ปุ๊พบกับสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต  คือธรรมะของพระพุทธเจ้า  เหมือนคำที่พระพุทธองค์ทรงกล่าวไว้ว่า  เห็นทุกข์  เห็นธรรม

 

ถ้าปุ๊ไม่ป่วย ก็คงจะหลงระเริงอยู่กับโลก  หลงไปกับโลก  วิ่งตามไขว่คว้า ไม่มีหยุด เหมือนกับทุก ๆ คนที่เป็นอยู่ ณ ขณะนี้   ทำงานและทำงาน ต้องการเป็นคนมีชื่อเสียง  ประสบความสำเร็จในชีวิต ฯลฯ เห็นเรื่องธรรมะเป็นของคนแก่  เรื่องไกลตัวอะไรประมาณนั้น  แต่กลับลืมไปว่า  ถ้าเราจะไปวัดตอนที่เราแก่  สังขารมันไม่ดีแล้ว นั่งก็โอย  นอนก็โอย  คุณจะรอให้ถึงวันนั้นหรือ

 

เวลาไม่เคยคอยใคร  ไม่มีใครรู้ว้าเราจะตายวันไหน  เมื่อไร  ปุ๊รู้อย่างเดียวว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด  แล้วมันจะเป็นอดีตที่ดี และเป็น อนาคตที่ดี  และ เวลาที่จะมีชีวิตอยู่ของปุ๊  เมื่อเทียบกับคนอื่นมันก็เหลือน้อย  เพราะเป็นโรคหัวใจ  ซึ่งสามารถจะตายได้ทันทีทันใด  ตามที่หมอบอก  แต่ปุ๊ก็ขอบคุณการป่วย  ขอบคุณที่เป็นโรคหัวใจ ทำให้รู้ว่าปุ๊มีเวลาที่อยู่บนโลกนี้น้อยกว่าคนอื่น ๆ   ทำให้ปุ๊ใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท  และคิดเสมอว่าวันนี้เป็นวันสุดท้ายของชีวิต  เพราะไม่รู้ว่าพรุ่งนี้  จะมีโอกาสตื่นหรือเปล่า  รู้อย่างเดียวว่าทำวันนี้ให้ดีที่สุด  กับทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต  และไม่เคยต้องการอะไรตอบแทน ขอให้ทุกคนมีความสุข      

 

สุดท้ายนี้ต้องขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ศุภกิจ  อัครเบญจพล  และพี่อ้อย  เป็นอย่างมาก  ที่ทำให้คน ๆ หนึ่งผู้ซึ่งตามืดบอด หลงระเริงอยู่กับโลก  และทุก ๆ สิ่ง  มาพบสิ่งที่ดีที่สุดที่ไม่มีคำอะไรจะบรรยายได้  คือธรรมะของพระพุทธเจ้า

 

อาจารย์ศุภกิจเป็นผู้เปิดโลกใบใหม่ใบนี้ให้แก่ปุ๊  ทำให้ปุ๊ได้พบชีวิตใหม่ ได้รู้จักการทำบุญ นั่งสมาธิ  จากคนที่ไม่เคยทำบุญเลย  วัดไม่เคยรู้จัก  จนเดี๋ยวนี้การทำบุญมันออกมาจากความรู้สึกข้างใน  อยากทำบุญจริง ๆ  และอาจารย์ได้เมตตาพาปุ๊และลูกศิษย์ เข้าพบเกจิอาจารย์สายหลวงปู่มั่น  อาทิเช่น  หลวงปู่ผ่าน หลวงปู่พวง หลวงปู่สรวง ครูบาสมจิตร ฯลฯ 

 

ซึ่งนับได้ว่าเป็นบุญมาก ๆ สำหรับปุ๊   ถ้าปุ๊ไม่ได้เจออาจารย์  ชีวิตปุ๊ก็คงจะหลงระเริง อยู่กับโลกจอมปลอม  ความสุขปลอมๆที่เราทุกคนคิดว่ามันสุข  จริง ๆแล้วมันก็แค่ความสุขทางโลก พอมาปฎิบัติแล้ว  ถึงรู้ว่าความสุขทางโลก  สู้ความสุขทางธรรมไม่ได้สักนิดเดียวเลย  ถ้าอยากรู้ต้องนั่งสมาธิเอง

 

แต่สุดท้ายไม่ว่าสุขหรือทุกข์  ก็ต้องห้ามยึดมั่นถือมั่น  ต้องปล่อยวางไม่เอาอะไรเลย   และสำหรับอาจารย์กับพี่อ้อยแล้วเปรียบเสมือนเป็นพ่อและแม่ทางธรรมของปุ๊

 

ด้วยความรักและเคารพยิ่ง

 

ปุ๊
บันทึกเมื่อ ปี พ.ศ.2551

 


  • โหรทำนายแม่น
    บทที่ 2 โหรทำนายต้องตายภายใน 7 วันนานมาแล้ว ปุ๊จะเป็นคนชอบดูหมอมากๆ เลย ที่ไหนแม่นขอให้บอก เราจะตามไปดู ไม่รู้เป็นยังไง แล้วมีอยู่วันหนึ่ง พี่อาภรณ์ พาหมอดู (โหรหลวง) ในวังที่พี่เข...

  • นั่งสมาธิ วัดมเหยงคณ์
    บทที่ 3 รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างไรเมื่อก่อนที่อาจารย์ศุภกิจ ยังไม่ได้สร้างสถานที่ปฎิบัติธรรม ในปี พ.ศ.2548 ทุกวันอาทิตย์ อาจารย์ศุภกิจจะพาลูกศิษย์ไปนั่งสมาธิที่โบสถ์ร้าง วัดมเห...

  • เรื่องเล่า
    บทที่ 4 แค่เนื้องอก...ไม่ใช่มะเร็งประมาณ เดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2551 ปุ๊มีอาการปวดท้องมาก ความรู้สึก ณ ขณะนั้น มันเจ็บมาก ปวดท้องแบบไม่เคยปวดมาก่อนก็ไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอก็ให้รอ รอ ...
Visitors: 1,487,897