เรียนจบนิติศาสตร์ได้

 

เรื่องที่จะเล่าต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่ง จากประสบการณ์ของผู้เล่าเอง โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะครับ  หากประสบการณ์ที่เล่านี้ จักเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้ใด ก็ขอโมทนาบุญด้วยครับผม

 

ก่อนอื่นขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชื่อนายสรรเพชญ์ ตะนังสูงเนิน อายุ 31 ปี เป็นคนจังหวัดบุรีรัมย์ ลูกครึ่งครับ ครึ่งโคราชกับบุรีรัมย์ กล่าวคือ ท่านปู่ท่านย่าเป็นชาวอำเภอสูงเนิน จังหวัดนครราชสีมา ท่านตาท่านยายเป็นชาวอำเภอนางรอง จังหวัดบุรีรัมย์ จบการศึกษาชั้นปริญญาตรีจากมหาวิทยาลัยรามคำแหง คณะนิติศาสตร์ (รามคำแหงรุ่นที่ 27) ลูกพ่อขุนรามแท้ ๆ ครับ ปัจจุบันเป็นทนายความครับผม
 

ขอเข้าสู่ประสบการณ์ในทางธรรมเลยนะครับ เดิมแล้วสมัยเด็ก ๆ เป็นเด็กบ้านนอกอยู่กับตายาย สมัยเด็กเคยเห็นยายตื่นแต่เช้าเพื่อทำกับข้าวถวายพระ เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเป็นเรา ที่ต้องตื่นขึ้นมาช่วยยายแต่เช้าตรู่ และก็เราอีกนั่นแหล่ะ ที่ต้องนำปิ่นโตไปถวายพระที่วัด อ้อ..ลืมบอกไปครับช่วงนั้นเป็นช่วงเข้าพรรษา ยายจะเป็นคนที่พิถีพิถันมากในการทำกับข้าวถวายพระ ท่านสอนว่า ทำอาหารถวายพระ ต้องทำให้ดีสุดฝีมือ ขอผ่านเลยมาตอนโตเลยละกันนะครับ

 

เมื่อเรียนจบชั้นมัธยมศึกษา ก็เข้ามาเรียนที่มหาวิทยาลัยรามคำแหงครับ เลือกเรียนในคณะนิติศาสตร์ครับ ก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับกฎหมายล้วน ๆ สมัยเรียนเวลาทำข้อสอบต้องเขียนตอบ ข้อสอบเป็นแบบอัตนัย และก็ต้องท่องมาตรา น่าเบื่อมากครับ แต่ก็ร่ำเรียนมาจนจบ ปัจจุบันก็เป็นทนายความอิสระครับ เล่าเรื่องส่วนตัวมาพอสมควรแล้ว ก็ขอเข้าสู่ทางธรรมเลยนะครับ

 

สมัยเรียนปี 1 ปีพ.ศ. 2539 ช่วงนั้นผมสนใจเกี่ยวกับเรื่องกรรม โดยได้อ่านหนังสือของพระเทพสิงห์บุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน จ.สิงห์บุรี) เรื่องที่อ่านเป็นเรื่องกฎแห่งกรรม ซึ่งปัจจุบันมีหนังสือออกมาหลายเล่ม เมื่อได้อ่านแล้วมีความรู้สึกว่า คนเราทุกคนล้วนมีกรรม ซึ่งกรรมแต่ละอย่างจะส่งผลต่างกัน แล้วแต่การกระทำ เมื่อได้อ่านดังนั้นแล้ว ก็เกิดความศัทราในคำสอนของหลวงพ่อจรัญ จึงเดินทางไปปฏิบัติธรรมในระหว่างปิดภาคเรียนของมหาลัย ฯ โดยตั้งใจไปทั้งสิ้น 7 วันคือเข้าวันโกน ออกวันพระ ไปอยู่หลายครั้งด้วยกัน

 

การปฏิบัติที่วัดอัมพวันนี้ คือ ตื่นตีสี่ ทำวัตรสวดมนต์ เดินจงกรมครึ่งชั่วโมง นั่งสมาธิครึ่งชั่วโมง โดยปฏิบัติวันละสี่รอบ แรกก็รู้สึกเบื่อเหมือนกัน แต่พอเลยวันที่สองก็คลายลง และในที่สุดก็ทำได้ โดยใจข้างในยอมรับ ช่วงนั้นน้า ๆ ที่บ้านก็ว่าเราบ้านั่งสมาธิ เราก็เฉย อยากว่าอะไรก็ว่าไปไม่เถียง

 

คติและข้อธรรมที่ได้จากหลวงพ่อคือ "อดีต คือ ความฝัน ปัจจุบัน คือ ความจริง อนาคตเป็นสิ่งที่ไม่แน่นอน อย่าจับให้มั่นคั้นให้ตาย ระวังจะเสียใจตลอดชีวิต" คตินี้ทุกวันนี้ยังจำอยู่ตลอดมา สิ่งที่ภูมิใจที่สุดในการได้มาปฏิบัติธรรมที่วัดแห่งนี้ คือ ได้นำธูปเทียนแพถวาย และยื่นให้หลวงพ่อจรัญด้วยตนเอง ในหนังสือกฎแห่งกรรม หลวงพ่อเคยบอกว่า อยากปัญญาดีต้องขัดห้องน้ำ เราเองก็ขัดซะหมดทุกชั้น อาคารเรียนปริยัติ 5 ชั้นไม่ต่ำกว่า 30 สิบห้อง คนเดียว

 

เหตุที่รู้จักวัดนี้นั้น ตอนสมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5  อาจารย์สอนวิชาชีววิทยาได้ให้สวดมนต์จากหนังสือของทางวัด ซึ่งมีบทสวดอิติปิโสเท่าอายุ บทสวดพาหุงมหากา ซึ่งในตอนเรียนผมได้มาสอบเตรียมทหาร และทุกวันก่อนนอนจะสวดตามลำดับ ในหนังสือสวดมนต์ และขอพร ตอนนั้นอยากเป็นนายร้อยห้อยกระบี่ และปาฏิหารย์ก็มีจริงครับ ผมสอบได้เหล่านายร้อย จ.ป.ร สมัครสอบ 8,300 คน รับ 190 คน ผมสอบได้ที่ 170 แต่เหมือนบุญมี แต่กรรมบัง ไม่เห็นชื่อตัวเอง แต่เพื่อนที่ไปสอบด้วยกันเห็นทุกคน จากเหตุการณ์นั้นก็ทำให้ประจักษ์ว่า หากเชื่อมั่นในคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า อะไรที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นได้ ขอมีเพียงความตั้งมั่นในพระพุทธเจ้า   

 

เล่ามานานแล้ว บางท่านก็คงจะเริ่มเบื่อ อดใจอีกนิดนะครับ ตอนสำคัญกำลังจะมา ผมได้มารู้จักกับท่านอาจารย์ศุภกิจ อัครเบญจพล โดยการนำพาจากเพื่อนผู้หนึ่ง บอกว่ามีอาจารย์ดูดวงแก้กรรมได้ เราก็ด้วยความที่เป็นคนเชื่ออะไรยาก ก็โอเค ก็ต้องลองไปดู ขณะนั้นเรียนอยู่ปี 3 กำลังจะขอจบใน 3 ปีครึ่ง แต่ก็หนักใจพอสมควร

 

เมื่อเริ่มต้นดู อาจารย์ท่านก็นั่งหลับตา แล้วก็เขียนภาพอุบายกรรมของแต่ละคน เมื่อเขียนเสร็จ ท่านก็เรียงเดี่ยวให้ฟัง เมื่อถึงคราวที่เราจะต้องฟังกรรมของเรา อาจารย์ก็ทักว่า เอ็งนะมาที่นี่ไม่ได้เชื่อหรอก แต่ถ้าไม่แก้ก็เรียนไม่จบ เพราะเจ้ากรรมนายเวรเขาขวางอยู่ไม่ให้จบ เรียนก็เก่ง ขยันกว่าเพื่อน วิชาที่ทำเล่นกลับผ่าน วิชาที่ตั้งใจกลับไม่ผ่าน ได้ฟังอาจารย์พูดแค่นี้ก็อึ้งแล้วครับ พี่น้องครับ

 

เจ้ากรรมนายเวรของผม ท่านเป็นเจ้าอาวาสครับ กรรมตอนนั้นที่ผมจำได้ก็คือ เคยเป็นเด็กวัด เล่นพายเรือที่ริมน้ำ พายวัดหัก เรือจม  แต่ก็ได้บวชพระ จนกระทั่งมรณภาพ ตำแหน่งก็ท่านเจ้าคุณครับ เป็นสิ่งที่อาจารย์บอก จากนั้นก็กลับบ้านด้วยความเบิกบานใจว่า เจ้ากรรมนายเวรเราคือใคร และก็รีบทำบุญแก้กรรมครั้งแรกภายใน 7 วัน

 

ท้ายที่สุด ผมก็สอบผ่าน และเรียนจบปริญญาตรี ในวันรับปริญญาพ่อบอกว่า แม่ไม่คิดว่าผมจะเรียนจบ เพราะนิติราม ฯ ถือว่าหนักไม่ใช่ย่อย หากไม่เจออาจารย์ศุภกิจ ผมคงไม่มีวันนี้ เรียนจบภายใน 4 ปี บางคน 8 ปีก็มี เรียนไม่จบนิติรามฯ ก็มาก หากเอ่ยชื่อในวงการนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ไม่เป็นรองใคร อีกนิดนึงจะจบแล้วครับทนนิด

 

ด้วยความศรัทธาที่มีต่อครูบาอาจารย์ ผมนั่งสมาธิติดต่อกัน โดยไม่ขาดเลยทุกวันครับ ในขณะนั้น เจ้ากรรมนายเวรท่านอโหสิกรรมให้ นี่คือบทแรกของผมที่ได้รู้จักท่านอาจารย์ศุภกิจ  

 

 

Visitors: 1,487,897