หลวงปู่สรวง วัดไพรพัฒนา อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ

หลวงปู่สรวงที่เรารู้จักกันในนามนี้ในปัจจุบันนั้น    เมื่อก่อนนี้ชาวบ้านในท้องถิ่นอำเภอขุขันธ์ และอำเภอใกล้เคียง   ที่มีภูมิลำเนาอยู่แถบชายแดน ตามเชิงเขาพนมดงรัก (พนมดองแร็ก) ซึ่งเป็นแนวเขตแดนระหว่าง กัมพูชากับประเทศไทย  มักจะเห็นท่านเป็นผู้ทรงศีลปฏิบัติธรรม  พักอาศัยอยู่ตามกระท่อมในไร่นาของชาวบ้าน โคกและเวียน  ไปที่นั่นที่นี่บ้างนานๆ  จะกลับมาเห็นในที่เดิมอีก  ในสายตาและความเข้าใจของชาวบ้านในสมัยนั้น    มองท่านในฐานะผู้มีคุณวิเศษ    เหนือคนทั่วไปและเรียกขานว่า "ลูกเอ็าวเบ๊าะ"  หรือ "ลูกตาเบ๊าะ"    (เป็นภาษาเขมร  หมายถึงพระดาบส  ที่เป็นผู้รักษาศีลอยู่ตามถ้ำเขาลำเนาไพร)      ในสมัยนั้นยังมีป่าพรรณไม้อุดมสมบูรณ์และสัตว์ป่านานาพันธุ์  ได้มีลูกศิษย์ติดตามหลวงปู่  เดินธุดงค์ตามป่าเขาแถบชายแดนไทย  และตลอดจนถึงประเทศเขมร       แต่ก็อยู่กับหลวงปู่ได้ไม่นาน  จำต้องกลับบ้าน  เนื่องจากทนความยากลำบากไม่ไหวหลวงปู่จึงเดินธุดงค์ไปในที่ต่างๆ  ตามลำพังเป็นส่วนมาก         

 

ไม่มีใครทราบถิ่นกำเนิดและอายุของหลวงปู่ที่แท้จริง   ได้รู้แต่ว่าหลวงปู่เป็นชาวเขมรต่ำ  ได้เข้ามาในประเทศไทยนานแล้วคนแก่คนเฒ่า  ผู้สูงอายุที่เคยเห็นท่านเล่าบอกว่า"ตั้งแต่เป็นเด็กๆเกิดมาก็เห็นท่านในสภาพลักษณะเหมือนที่เห็นในปัจจุบันถ้าผิดจากเดิมไปบ้างก็เล็กน้อยเท่านั้น"  ประกอบด้วยหลวงปู่เป็นคนพูดน้อยและไม่เคยเล่าประวัติส่วนตัวให้ใครฟัง  จึงไม่มีใครที่จะสามารถรู้อายุและประวัติที่แท้จริงของท่านได้

 

ชาวบ้านแถบนี้พบเห็นหลวงปู่บ่อยๆ  ที่ชายป่าบ้านตะเคียนราม  วัดตะเคียนราม  อำเภอภูสิงห์, บ้านลุมพุก  บ้านโคกโพน  ต.กันทรารมย์  อ.ขุขันธ์, และหมู่บ้านอื่นๆเกือบทุกหมู่บ้านในบริเวณตลอดแนวชายแดน  ท่านจะเดินทางไปมาอยู่ในบริเวณแถบนี้โดยตลอด  แต่ก็จะไม่อยู่เป็นประจำในที่แห่งเดียวเป็นเวลานานๆ  บางทีหลวงปู่จะหายไปนานถึงสองสามปีถึงจะกลับมาใหม่อีกครั้งหนึ่ง  โดยที่ไม่มีใครรู้ว่าหลวงปู่ไปอยู่ไหนมา  ในช่วงหลังมานี้พบหลวงปู่จำอยู่ในกระท่อมในนาบริเวณต้นโพธิ์บ้านขยอง , วัดโคกแก้ว , บ้านโคกเจริญ , กระท่อมกลางนาระหว่างบ้านละลมกับบ้านจะบก , กระท่อมบ้านรุน (อำเภอบัวเชด)  และบ้านอื่นๆอีกในท้องถิ่นเดียวกันนี้

 

ในระยะหลังนี้ได้มีผู้ปวารณาเป็นลูกศิษย์อาสาขับรถให้หลวงปู่  ได้เดินทางไปในที่ต่างๆ  ทำให้มีผู้รู้จักหลวงปู่มากขึ้น  ไปเกือบทุกจังหวัดในประเทศไทย  ในแต่ละวันจะมีผู้เดิน ทางเข้ามากราบไหว้หลวงปู่เป็นประจำและมีจำนวนมาก  จึงทำให้บางคนก็สมหวังได้มีโอกาสกราบนมัสการ  บางคนก็มาไม่พบ  ต้องคอยหลวงปู่เป็นเวลานานกว่าหลวงปู่จะกลับมา ถึงแม้จะต้องพบกับความลำบากเพียงใด  ลูกศิษย์ก็ทนรอได้ เพียงขอให้ได้มีโอกาสกราบนมัสการหลวงปู่สักครั้งในชีวิต

 

หลวงปู่เป็นพระที่มักน้อย  สันโดษ  สมถะ  มีความอุเบกขาสูงสุดให้ความเมตตากับผู้ที่ได้พบเห็นทุกคน  ให้ความสำคัญกับทุกคนเท่ากันหมดไม่ ว่าเขาคนนั้นจะเป็นคนยากจน  เป็นเศรษฐี  คนเข็ญใจหรือรู้จักหลวงปู่มานาน  ก่อนหลังหรือได้ติดตามรับใช้หลวงปู่มานานๆ ก็ตาม  ท่านไม่เคยเอ่ยปาก  นับว่าเป็นศิษย์หรือให้สิทธิ์พิเศษแก่คนใดคนหนึ่งโดยเฉพาะแม้แต่ครั้งเดียว  ทุกคนจะได้รับความเมตตาจากหลวงปู่เท่ากัน  จึงทำให้มีผู้มากราบไหว้หลวงปู่เป็นประจำและจะกลับมากราบไหว้หลวงปู่อีก เพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ

 

ความเป็นอยู่ของหลวงปู่  ท่านอยู่อย่างเรียบง่าย  จำวัดอยู่ตามกระท่อมปลายนาหลังเล็กๆ  มีไม้กระดานเพียงไม่กี่แผ่น  บางครั้งก็มีเพียง 2-3 แผ่น  พอนอนได้เท่านั้น   ทุกแห่งที่หลวงปู่จำวัดอยู่ จะมีเสาไม้ไผ่สูงๆปักอยู่  มีเชือกขึงระหว่างกระท่อมกับเสาไม้  หรือต้นไม้ที่อยู่ใกล้ๆ  มีว่าวขนาดใหญ่ทำด้วยจีวรหรือกระดาษผูกไว้เป็นสัญลักษณ์  และที่สำคัญคือหลวงปู่จะก่อกองไฟไว้เสมอ  บางครั้งลูกศิษย์เอาของไปถวาย  หลวงปู่ก็จะโยนเข้ากองไฟ  ฉะนั้นถ้าเห็นว่ากระท่อมใดมีสิ่งของดังกล่าว ก็หมายความว่าที่แห่งนั้นหลวงปู่เคยจำวัดหรือเคยอยู่มาก่อน

 

24 ชั่วโมง   ก่อนหลวงปู่ละสังขาร   

 

ตามปกติหลวงปู่จะมีสุขภาพร่างกายแข็งแรง สามารถนั่งรถเดินทางไปไหนมาไหนได้เป็นเวลาติดต่อกันหลายวัน  โดยหยุดพักเพียงเล็กน้อย  ท่านไม่ค่อยเจ็บป่วยหรือแสดงอาการว่าเหน็ดเหนื่อยแต่อย่างใด  จะมีบ้างก็เป็นการเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆและก็หายได้ในเร็ววัน โดยไม่เคยฉันยา เพิ่งจะมีอาการป่วยปรากฏในไม่กี่เดือนหลังมานี้   หลวงปู่มีอาการป่วยและไม่ฉันอาหารติดต่อกันมาเป็นเวลาหลายวัน
 

 

วันที่ 7  กันยายน  2543  เวลาประมาณ  17.00 น.  หลวงปู่ได้เดินทางเข้าไปในจังหวัดศรีสะเกษ  และได้พบกับลูกศิษย์ นายสมยศฯ  ที่ธนาคารกรุงเทพ  จำกัด(มหาชน)  สาขาศรีสะเกษ  ซึ่งขณะนั้นหลวงปู่เองก็มีอาการป่วย  คือ  มีเสมหะ  และเสียงแหบแห้ง  พูดฟังไม่ค่อยชัดและได้ออกจากธนาคารกรุงเทพฯ        ไปที่บ้านอาจารย์ทวีศักดิ์  ในระหว่างที่ลูกศิษย์หารือกันว่าจะพาหลวงปู่ไปหาหมอที่อำเภอประโคนชัย(หมอ ไฮ)  หลวงปู่ก็ตื่นขึ้นมาและขอน้ำล้างหน้า    หลวงปู่ได้บอกกับนายสมยศว่าจะขอกลับบ้านที่บ้านตะเคียนรามด้วย  พวกลูกศิษย์ที่อยู่ในขณะนั้นได้ขอร้องให้หลวงปู่ไปหาหมอที่อำเภอประโคนชัย  แต่หลวงปู่ไม่ยอมจึงได้พาหลวงปู่ไปที่บ้านตะเคียนราม

 

ถึงเวลาประมาณ  20.00 น.    และหลวงปู่ได้นั่งอยู่ในรถสักครู่ใหญ่ๆ  และได้บอกให้ลูกศิษย์ก่อไฟและลงไปผิงไฟ  ลูกศิษย์ที่ติดตามมามี นายสัญชัย (เจ้าของรถ) ,นายดุงกับภรรยา, นายสมยศ (เจ้าของบ้าน)  และหลวงปู่ได้ผิงไฟ และให้นวดเฟ้นให้ จนถึงเวลาประมาณตีหนึ่งเศษ  หลวงปู่ก็บอกว่า "จะไปตามทางตามเพลา"  โดยมีเพียงหลวงปู่และนายสัญชัยเป็นผู้ขับรถเท่านั้น  และหลวงปู่ได้เดินทางไปที่กระท่อมข้างวัดป่าบ้านจะบก  จนกระทั่งถึงเวลาประมาณบ่ายสองโมงของวันที่  8  กันยายน  2543  อาการป่วยของหลวงปู่ก็กำเริบหนักขึ้น  หลวงปู่ได้บอกกับลูกศิษย์ว่าจะไปที่บ้านรุน  และได้ให้นายกัณหา  ลูกศิษย์ผู้ใกล้ชิดคนหนึ่งซึ่งอยู่บ้านละลมถอดเสื้อออกมาเพื่อพัดด้านหลัง ให้กับหลวงปู่  หลังจากพัดอยู่นานพอสมควรก็ได้บอกให้ลูกศิษย์ที่รวมกันอยู่ในกระท่อมในขณะ นั้นช่วยกันงัดแผ่นไม้กระดานที่หลวงปู่นั่งทับอยู่ออกมาหนึ่งแผ่น  ทั้งที่หลวงปู่ยังนั่งอยู่บนกระดานแผ่นนั้น  พองัดออกมาได้หลวงปู่ก็ได้พนมมือไหว้ไปทุกสารทิศ

 

เสร็จแล้วก็ให้ลูกศิษย์หามท่านออกมาจากกระท่อม  และวางลงพื้นดินด้านทิศเหนือ  อยู่ระหว่างกระท่อมกับต้นมะขาม  โดยหลวงปู่หันหน้าเข้ากระท่อม ขณะนั้นมีผู้นำน้ำดื่มบรรจุขวดมาถวาย  2  ขวด  หลวงปู่ได้เทน้ำรดตนเองจากศรีษะลงมาจนเปียกโชกไปทั้งตัวคล้ายกับเป็นการสรงน้ำครั้งสุดท้าย  นายสัญชัยผู้ขับรถให้หลวงปู่นั่งเป็นประจำได้นำรถมาจอดใกล้ๆ  และช่วยกันหามหลวงปู่ขึ้นรถและขับตรงไปที่กระท่อมบ้านรุน  อำเภอบัวเชด  จังหวัดสุรินทร์   โดยมีนายสุข  หรือนายดุง(คนบ้านเจ็ก อำเภอขุขันธ์)  ขับรถติดตามไปเพียงคนเดียว  ก่อนจะถึงกระท่อมนายสัญชัยได้หยุดรถที่หน้าบ้านนายน้อยเพื่อจะบอกให้นายน้อย ตามไป  แต่หลวงปู่ได้บอกให้นายสัญชัยขับรถไปที่กระท่อมโดยเร็ว  โดยบอกว่า  "เต็อวกะตวม  เต็อวกะตวม  กะตวม"  พอถึงกระท่อมได้อุ้มหลวงปู่ไปที่แคร่  ในกระท่อมและช่วยกันก่อกองไฟ  เพื่อให้เกิดความอบอุ่น  และนายสุขได้อาสาขอออกไปข้างนอกเพื่อจัดหาอาหารมาถวายหลวงปู่  และรับประทานกัน  นายสุขได้ไปที่บ้านโคกชาด  ตำบลไพรพัฒนา  ไปพบนายจุกและนางเล็กซึ่งเป็นลูกศิษย์หลวงปู่เช่นเดียวกันและได้บอกให้รีบไป หาหลวงปู่ที่บ้านรุน  เพื่อดูอาการป่วยของหลวงปู่ซึ่งมีอาการหนักกว่าทุกคราว  นางเล็กได้จัดหาอาหารให้กับนายสุขส่วนตัวเองกับสามีได้ขับรถตามไปทีหลัง  พอมาถึงกระท่อมปรากฎว่านายสัญชัยขับรถออกไปข้างนอก  พวกที่อยู่ก็รีบหุงหาอาหารเพื่อจัดถวายหลวงปู่  โดยหวังว่าหากหลวงปู่ได้ฉันอาหารอาการก็คงจะดีขึ้นบ้าง  แต่หลังจากถวายอาหารแล้วหลวงปู่ไม่ยอมฉันอาหารเลย  แม้จะอ้อนวอนอย่างไรหลวงปู่ก็นิ่งเฉย  นายสัญชัยที่ออกไปทำธุระข้างนอกได้กลับมาโดยขับรถตามนายน้อยที่นำของมาถวาย หลวงปู่เหมือนกัน

 

เมื่อไม่สามารถที่จะทำให้หลวงปู่ฉันได้  ทุกคนก็พิจารณาหาวิธีว่าจะช่วยหลวงปู่ได้อย่างไร  ในที่สุดก็เห็นพ้องกันว่าให้รีบช่วยกันแต่ง  ขันธ์ห้า  ขันธ์แปด  มาขอขมาหลวงปู่โดยด่วน  ตามที่เคยได้กระทำมาและก็ได้ผลมาหลายครั้งแล้วซึ่งจะทำให้หลวงปู่หายป่วยได้ ทุกครั้ง  และนายสัญชัยยืนยันว่า  ถ้าได้แต่ง ขันธ์ห้า ขันธ์แปด  ขอขมาและหาแม่ชีมาร่วมสวดมนต์ถวายด้วยแล้วก็จะหายเป็นปกติ  ทุกคนเห็นชอบด้วยจึงให้นายสัญชัยรีบดำเนินการโดยด่วน  นายสัญชัยได้ขับรถไปที่บ้านขยุงเพื่อหาคนที่เคยแต่งขันธ์ห้า ขันธ์แปด  เมื่อนายสัญชัยออกไปแล้วลูกศิษย์ที่เหลืออยู่ซึ่งมีผู้ใหญ่บ้านรุนและลูก บ้านอีกจำนวนหนึ่ง  รวมทั้งนายมี เจ้าของกระท่อมก็ได้พากันแต่งขันธ์ห้า  ขันธ์แปดเฉพาะหน้าอย่างรีบด่วน  เพื่อเป็นการบรรเทาจนกว่านายสัญชัยจะได้พาคนที่แต่งขันธ์ห้า ขันธ์แปดมาทำพิธีอีกครั้งหนึ่ง  โดยนายน้อยได้อาสาไปหาธูปเทียน  ในหมู่บ้าน   โดยขับ รถออกมาห่างจากกระท่อมประมาณ 300 เมตร  รถติดหล่มไม่สามารถขับรถออกไปได้ทั้งที่เคยเป็นทางที่ใช้เป็นประจำ  ด้วยความร้อนใจนายน้อยได้จอดรถล็อคประตูและขวางถนนทำให้รถคันอื่นไม่สามารถเข้าออกได้ และ ได้อุ้มลูกเดินเข้าไปในหมู่บ้านในระหว่างนั้นเองนายสัญชัยได้ขับรถเข้ามาแต่ ก็ไม่สามารถผ่านเข้าไปได้เนื่องจากมีรถนายน้อยติดหล่มขวางทางอยู่  จึงได้กลับเอารถมาจอดไว้ที่บ้านนายน้อย

 

ในระหว่างที่กำลังรอคอย  นายน้อยออกไปซื้อธูปเทียนนั้น  ชาวบ้านรวมทั้งผู้ใหญ่บ้านได้พากันทยอยกลับจนเกือบจะหมดแล้ว  และได้มีหญิงชาวบ้านคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่าพวกเราน่าจะพาหลวงปู่ไปส่งที่โรง พยาบาลจะเป็นการดีที่สุด  และแล้วพวกชาวบ้านพากันกลับไปจนหมด  ซึ่งผิดจากทุกครั้งที่เขาเหล่านั้นจะอยู่กับหลวงปู่ตลอดเวลาจะกลับบ้านก็ต่อ เมื่อหลวงปู่ได้เดินทางไปที่อื่นแล้ว  สุดท้ายก็ยังมีลูกศิษย์กับหลวงปู่ในกระท่อมเพียงแปดคนรวมทั้งเด็กที่เป็นลูกของนายจุกนางเล็กด้วย  ทุกคนต่างหาวิธีที่จะช่วยให้ความอบอุ่นแก่หลวงปู่  ซึ่งขณะนั้นได้พากันจับดูตามร่างกายของหลวงปู่  จะเย็นจัดตลอด  บางคนก็ได้เอาหมอนไปอังไฟให้ร้อนแล้วนำมาประคบตามร่างกายให้หลวงปู่บางคนก็ ต้มน้ำร้อน  หลวงปู่ได้สั่งให้ลูกศิษย์เอาผ้าชุปน้ำอุ่นมาเช็ดนิ้วมือนิ้วเท้าทำความ สะอาดและเช็ดทั่วทั้งร่างกายโดยย้ำว่าให้ทำให้สะอาดที่สุด  บางแห่งตามนิ้วเท้าที่ของหลวงปู่ที่ลูกศิษย์เช็ดให้ไม่สะอาดพอ  หลวงปู่ก็ใช้นิ้วมือเกาถูอย่างแรงจนสะอาด

 

เมื่อทำความสะอาดร่างกายพอสมควรแล้ว  หลวงปู่ได้เอ่ยออกเสียงอย่างแผ่วเบาออกมาเป็นภาษาเขมรว่า "เนียงนาลาน" (นางไหนละรถ)  ซึ่งเสียงที่เปล่งออกมานั้นแผ่วเบามาก  ทุกคนเข้าใจว่า  "เนียง"  นั้นหมายถึงนางเล็กจึงได้พากันอุ้มหลวงปู่ไปขึ้นรถของนายจุกนางเล็ก  โดยผู้ที่อุ้มมีนายจุก และนายตี๋  โดยนายสุขเป็นผู้เปิดประตูรถให้  พอนำหลวงปู่ขึ้นนั่งบนรถโดยลูกศิษย์ได้ปรับเบาะเอนลงเพื่อให้หลวงปู่เอนกาย ได้สบายขึ้น  ท่านได้พยายามยื่นมือมาดึงประตูรถปิดเอง  ลูกศิษย์จึงช่วยปิดให้รถเลื่อนออกจากกระท่อมเพื่อไปโรงพยาบาลบัวเชด  ซึ่งอยู่ไม่ไกลมากแต่รถออกไปได้ประมาณ 50 เมตร  อาการป่วยของหลวงปู่ก็เริ่มหนักมากขึ้นทุกทีจนลูกศิษย์ที่นั่งอยู่ด้วยด้าน หลังตกใจ  และร้องขึ้นว่า "หลวงปู่อาการหนักมากแล้ว" และได้จอดรถคนที่อยู่รถคันหลังก็วิ่งลงมาดู และก็บอกว่าอย่างไรก็จะต้องนำหลวงปู่ส่งโรงพยาบาลให้เร็วที่สุดเท่าที่จะ เร็วได้  เมื่อรถวิ่งออกมาอีกก็มาติดรถของนายน้อยที่ติดหล่มขวางทางอยู่ไม่สามารถออก ไปได้  นายจุกได้ ร้องตะโกนบอกให้นายจัน วิ่งไปสำรวจดูเส้นทางอื่น  ว่าจะมีทางใดที่สามารถจะนำรถออกไปได้และเมื่อสำรวจดูโดยทั่วแล้ว  เห็นว่ามีทางออกเพียงทางเดียวก็คือต้องขับฝ่าทุ่งหญ้าออกไปหาถนน  แต่ไม่น่าจะออกไปได้แต่ก็ตัดสินใจขับออกไป  เหตุการณ์บนรถในขณะนั้น

 

ในขณะที่กำลังเลี้ยวรถเพื่อขับผ่านทุ่งหญ้าออกไปนั้นได้มีอาการบางอย่างที่ เป็นสัญญาณแสดงให้เห็นว่าหลวงปู่จะละสังขารอย่างแน่นอนให้คนที่อยู่บนรถ เห็น  ต่างคนก็ร่ำไห้มองดูด้วยความอาลัยและสิ้นหวัง  หลวงปู่เริ่มหายใจแผ่วลงเรื่อยๆ  ในที่สุดก็ได้ทอดมือทิ้งลงข้างกาย  แล้วจากไปด้วยความสงบ  อย่างไรก็ตามลูกศิษย์ก็ยังคงนำหลวงปู่ไปที่โรงพยาบาล  เผื่อว่าหมอจะสามารถช่วยให้หลวงปู่ฟื้นขึ้นมาได้ ในระหว่างทางไปโรงพยาบาล  นายสาด  ชาวบ้านตาปิ่น  อำเภอบัวเชด  ก็ขี่รถจักรยายนต์สวนทางมา  นายจุกชะลอรถและตะโกนบอกให้นายสาดตามไปที่โรงพยาบาลบัวเชด  พอไปถึงโรงพยาบาล  ทั้งนายแพทย์และพยาบาลได้รีบนำหลวงปู่เข้าห้องฉุกเฉินทำการตรวจโดยละเอียด  และลงความเห็นว่า หลวงปู่ได้สิ้นลมไปแล้วไม่ต่ำกว่า 3 ถึง 4 ชั่วโมง  ซึ่งลูกศิษย์ต่างก็ยืนยันว่าสิ้นลมไม่น่าจะเกิน  10  นาทีแน่นอน  เพราะระยะทางจากบ้านรุนไปโรงพยาบาลบัวเชดประมาณ  10  กิโลเมตร  และก็ได้ขับรถด้วยความเร็วสูงด้วย      ลูกศิษย์ไม่ให้ทางโรงพยาบาลฉีดยา  หรือกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งกับร่างของหลวงปู่ทั้งสิ้น  เมื่อเห็นว่าไม่สามารถจะช่วยหลวงปู่ได้แน่แล้ว  ก็ได้พากันนำร่างหลวงปู่กลับพอมาถึง  บ้านตาปิ่น  ก็ได้แวะเอาจีวรเก่าของหลวงปู่ที่เคยให้ไว้กับนายสาด  เพื่อนำมาครองให้หลวงปู่ให้อยู่ในสภาพที่เรียบร้อย  และนายสาดก็ได้ขึ้นรถมาด้วย  พอมาถึงบ้านรุนก็มีรถนายสัญชัยและนาย น้อยจอดรออยู่  ก็ได้แจ้งว่าหลวงปู่ได้มรณภาพแล้ว  และได้พากันขับรถมุ่งหน้าจะไปบ้านละลม  พอถึงบ้านไพรพัฒนา  นายจุกได้ขับรถแวะเข้าไปที่วัดบ้านไพรพัฒนา  และได้บอกข่าวให้กับหลวงพ่อพุฒ  วายาโม  เจ้าอาวาสวัดไพรพัฒนาให้ทราบ  ว่าหลวงปู่สรวงได้ละสังขารแล้ว

 

เหตุการณ์ที่วัดไพรพัฒนา         

 

เวลาประมาณ  19.00 น.  ในขณะที่หลวงพ่อพุฒกำลังสนทนากับพระลูกวัด ก็ได้มีรถเข้ามาจอดจำนวน  4  คัน โดยมีนายสาด ลงมาแจ้งกับหลวงพ่อพุฒว่า หลวงปู่สรวงมรณภาพแล้ว  หลวงพ่อพุฒอึ้งไปขณะหนึ่ง  ก็ได้ถามว่ามรณภาพที่ไหน  นายสาดตอบว่าที่โรงพยาบาล  และได้นำศพของท่านมาพร้อมกับรถนี้แล้ว  หลวงพ่อพุฒจึงได้ลงไปเปิดประตูรถดู   และได้กราบลงบนตักของหลวงปู่  และได้จับตามร่างกายและหน้าอกของหลวงปู่ดู  และก็รู้สึกได้ว่าท่านได้ละสังขารจริงๆ  และถามลูกศิษย์ที่นำสังขารหลวงปู่มา  ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป  ลูกศิษย์ทุกคนรวมทั้งนายสัญชัยได้บอกว่าจะนำสังขารของหลวงปู่ไปบำเพ็ญกุศลที่วัดบ้านขยุง  หลวงพ่อพุฒ บอกว่าให้เดินทางไปก่อนแล้วอาตมาจะตามไป  ขบวนรถทั้ง 4 คันก็ได้เคลื่อนออกจากวัดไพรพัฒนาจะไปยังวัดบ้านขยุง หลวงพ่อพุฒจึงครองจีวร เตรียมอุปกรณ์เรียกหาพระลูกวัดก่อนจะออกเดินทาง

 

หลวงพ่อพุฒได้อธิษฐานว่า  “สาธุ  ถ้าหากหลวงปู่มีความประสงค์จะให้ลูกหลานได้เป็นผู้บำเพ็ญกุศล  ก็ขอให้หลวงปู่ได้กลับมาที่วัดด้วยเถิด”        แล้วก็ได้นั่งรถติดตามไปที่บ้านขยุง แต่ไปถึงแค่บ้านโคกชาด  มีรถหลายคันจอดอยู่  และได้ให้สัญญาณไฟ  จึงได้จอดดู แล้วปรากฏว่าเป็นรถที่จะนำสังขารหลวงปู่ไปที่วัดบ้านขยุง  ได้บอกหลวงพ่อพุฒว่าให้กลับไปที่วัดไพรพัฒนา  แล้วก็ขับออกนำหน้า   หลวงพ่อพุฒก็ได้นั่งรถตามมา  พอมาถึงวัด เห็นรถที่มีสังขารหลวงปู่จอดอยู่ที่ด้านทิศตะวันออกของศาลา  จึงได้บอกว่า อย่าพึ่งทำอะไร ให้อยู่อย่างนี้ก่อน  และได้สั่งให้พระลูกวัดจัดเตรียมสถานที่ตั้งสังขารบนศาลา  ส่วนหลวงพ่อพุฒเองได้นำธูปเทียนมากราบไหว้ขอขมาลาโทษ  และนิมนต์ร่างของหลวงปู่ขึ้นมาตั้งตรงสถานที่ๆ จัดไว้บนศาลา  และได้จุดธูปอธิษฐานว่า “ หากเป็นความประสงค์ของหลวงปู่จะให้ลูกหลาน บำเพ็ญกุศลในที่นี่จริง  ก็ขอให้ดำเนินการไปโดยเรียบร้อย  และขอให้มีลูกศิษย์ของหลวงปู่ได้มาร่วมบำเพ็ญกุศลโดยทั่วกัน”  ต่อจากนั้นได้ดำเนินการบำเพ็ญกุศลให้กับหลวงปู่อย่างที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน

 

นี่คือเหตุการณ์ทั้งหมดว่าเหตุใด  สรีระสังขารของหลวงปู่สรวงจึงได้มาตั้งบำเพ็ญกุศลอยู่ที่บ้านไพรพัฒนา  อำเภอภูสิงห์  จังหวัดศรีสะเกษ  

 

คำสอนของหลวงปู่สรวง ที่เราได้ยินบ่อยๆ  

"ออยเตียน เมียนบาน" แปลว่า "ให้ทาน แล้วจะร่ำรวย"

"เทอเจิด ออยสะโลด" แปลว่า "ทำจิตให้บริสุทธิ์แจ่มใส"

"เต็อวเวือด เรียะษาเซ็ล" แปลว่า "ไปวัด รักษาศึล"

 "ออยเตียน สรูล"  แปลว่า "ให้ทาน มีความสุข"

 

พรที่หลวงปู่สรวง ให้เราตลอดมา

"บายตึ๊กเจีย"  แปลว่า  "ข้าวน้ำดี"  หมายถึง "ให้อยู่ดีมีสุข อุดมสมบูรณ์ด้วย ความพอเพียง"

 

 

Visitors: 1,487,897