คาถาบูชาและประวัติหลวงพ่อเพชร วัดแจ้ง ปราจีนบุรี

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พระคาถาหลวงพ่อเพชร วัดแจ้ง ปราจีนบุรี



พระคาถาบูชาหลวงพ่อเพชร วัดแจ้ง จังหวัดปราจีนบุรี

 

นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ (กล่าว 3 จบ)

"นะมาโตหัง เพชรธะนะกังติปิ สัมลาโภ อาคัจฉาหิ"

 

ประวัติหลวงพ่อเพชร แห่งวัดแจ้ง  

 

หลวงพ่อเพชร พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ที่จะนำเรื่องราวมาเสนอต่อท่านผู้อ่าน ไม่ใช่จะเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ประจำวัดแจ้งเท่านั้น แต่ท่านเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดปราจีนบุรีด้วย ชาวปราจีนบุรีให้ความเคารพบูชากันทั่วบ้านทั่วเมือง ในส่วนของความเป็นมานั้น เกิดขึ้นกรณีเดียวกับประวัติของ วัดแจ้ง

 

กล่าวคือ ในสมัยพุทธศักราช 2381 ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม ท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุหนายกในรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี ซึ่งเป็นแม่ทัพใหญ่ และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้เป็นแม่ทัพใหญ่คุมกำลังทหารไปทำศึกสงครามในคราวป้องกันเขมรจากญวน เมื่อปฏิบัติภารกิจสำเร็จแล้ว จึงได้เดินทัพกลับมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพพระมหานคร

 

ระหว่างการเดินทางกลับในวันหนึ่ง กองทัพได้มาถึงทุ่งโล่งแห่งหนึ่ง ปรากฏต่อสายตาของทหารในกองทัพทุกคนว่า “ทุ่งนั้นทั้งทุ่ง” ได้ถูกไฟเผาผลาญจนทุกสิ่งทุกอย่างมลายหายสูญไปกับพระเพลิง แต่มีสิ่งอัศจรรย์อันจริงแท้ที่ทุกคนเห็นได้ สายตาทุกคู่พบว่ากลางพระเพลิงที่โหมกระหน่ำอยู่นั้น มีหมู่ไม้แห่งหนึ่ง อยู่กลางท้องทุ่งนั้น มีลักษณะเป็นเกาะไม้น้อยๆ ยังยืนหยัดไม่พลอยเป็นเหยื่อความพิโรธของเพลิงไป ต้นไม้ใบไม้และต้นหญ้า ที่อยู่ในรัศมีของเกาะไม้แห่งนั้น ยังคงสวยสดเขียวชอุ่ม

 

และนี่เอง ได้ก่อให้เกิดความสงสัยขึ้นแก่บรรดาเหล่าทหารทั้งหลายในกองทัพ โดยเฉพาะท่านแม่ทัพ เจ้าพระยาบดินทร์เดชา บังเกิดความสงสัยจนไม่อาจอยู่นิ่งได้ จำจะต้องสืบดูให้แน่ว่า “เพราะเหตุใด แมกไม้ในบริเวณนั้นจึงสามารถยืนหยัดอยู่ได้ ไม่ตกเป็นเหยื่อของเพลิงเหมือนบริเวณอื่นๆ” ท่านจึงส่งคนไปดูที่เกาะไม้แห่งนั้น

 

เป็นที่ประจักษ์แก่สายตาของท่านว่า ณ ท่ามกลางหมู่ไม้เกาะไม้กลางทุ่งนั้น มีเจดีย์เก่าแก่ผุพังจนสิ่งก่อสร้างยุบตัวลงมากองกับแม่พระธรณี มีรอยเท้าของสัตว์เยียบย่ำจนเป็นทางผ่าน หรือที่เรียกกันว่า “ด่าน” คือ ทางสัตว์เดิน มีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ขึ้นปกคลุม และท่ามกลางสิ่งปรักหักพังนั่นเอง มีพระพุทธรูปขนาดเขื่องพอที่คนแข็งแรงจะอุ้มไหว ตั้งตะแคงพิงอยู่กับสิ่งปรักหักพัง หันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก มีจอมปลวกใหญ่ ขึ้นบังแสงอาทิตย์ยามเช้า คล้ายกับจะเป็นฉัตรกั้นผองภัยให้แก่พระพุทธรูปองค์นั้น

 

พอท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชา ท่านได้รับทราบ ก็มีความเปรมปรีดิ์ เชื่อว่าเป็นเพราะบารมีแห่งพุทธปาฏิหาริย์ ดลบันดาลให้ท่านได้มีวาสนามาพบพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ จึงมีบัญชาให้จัดประทีป ธูปเทียน ดอกไม้ และของหอม ทำการบูชาสักการะ เป็นการอัญเชิญองค์พระ มาประดิษฐานไว้กับกองทัพ เพื่อเป็นการสร้างและบำรุงขวัญแก่บรรดาเหล่าทหาร ด้วยได้เห็นความศักดิ์สิทธิ์เหตุแห่งความอัศจรรย์ของท่านมาแล้วโดยทั่วหน้า บรรดาเหล่าทหารทั้งหลายต่างก็ให้ความเคารพบูชาพระพุทธรูปองค์นั้นเป็นอย่างยิ่ง

 

เมื่อกองทัพท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชาเดินทางด้วยเท้าเป็นระยะๆ จนกระทั่งเข้าสู่บริเวณทุ่งเมืองปราจิม (ชื่อสมัยโบราณของจังหวัดปราจีนบุรี) จึงได้พากองทัพพักแรม ท่านเจ้าพระยาบดินทร์เดชาพบว่าสถานที่พักแรมกองทัพนั้น นอกจากจะเหมาสมในการตั้งค่ายพักแรมแล้ว ท่านได้สังเกตพบว่า ภูมิประเทศแห่งนี้ต่อไปจะเจริญ ผู้คนบ้านเรือนจะหนาแน่นขึ้น เหมาะสมที่จะทำกุศลอันยิ่งใหญ่ไว้เป็นอนุสรณ์ให้คนรุ่นหลังได้ระลึกถึงท่าน และบริวารทั้งหลายได้ทำไว้แล้ว ซึ่งความกอปรด้วยภูมิประเทศอำนวย ท่านจึงสั่งการให้สร้างวัดขึ้นในบริเวณชายทุ่งตำบลดงพระราม โดยการสร้างพระอุโบสถถวายพระพุทธรูปที่อัญเชิญมา สร้างกุฏิให้อาจารย์เป็นพระภิกษุเขมรที่ติดตามกองทัพมา โดยมุ่งหวังจะได้ชมเมืองกรุงเทพฯ และมอบให้อาจารย์เป็นผู้ดูแลรักษาวัดในตำแหน่งเจ้าอาวาส

 

พุทธลักษณะของหลวงพ่อเพชรโดยสังเขป พอจะอธิบายได้ว่า ท่านเป็นพระพุทธรูปที่หล่อด้วยโลหะ เกศเป็นเกศบัวตูม นั่งขัดสมาธิเพชร คือ พระบาท(เท้า)ทั้งสองไขว้กัน ฝ่าพระบาทเกี่ยวกระหวัดมองเห็นชัดทั้งสองข้าง พระหัตถ์(มือ)ขวาห้อยบนพระชานุ(เข่า)ด้านขวา พระหัตถ์ซ้ายวางอยู่บนหน้าตัก เป็นพระพุทธรูปที่เรียกว่า “ปางสดุ้งมาร” หรือ “ปางมารวิชัย” พระวรกายของพระองค์พระอวบสมบูรณ์ ผู้รู้สันนิษฐานว่าเป็นพระสร้างสมัยเชียงแสน แต่ฐานพระค่อนข้างต่ำ เวลาประดิษฐานที่ราบจะรู้สึกว่าองค์พระเอนมาก ทำให้ส่วนพระพักตร์เงยหงาย ผู้ที่เข้ามากราบนมัสการจะมีความรู้สึกว่า องค์พระพุทธรูปเงยพระพักตร์ทอดพระเนตรอยู่ตลอดเวลา ลักษณะเช่นนี้ชาวบ้านเรียกว่า “หน้ารับแขก”

 

สิ่งสำคัญของพระพุทธรูปองค์นี้ที่ต่างจากพระพุทธรูปองค์อื่นๆ ที่เห็นกันอยู่ทั่วไปก็คือ “พระเนตรขององค์พระทั้งสองข้าง ประดับด้วยเพชรเม็ดเขื่อง และเป็นเพชรแท้ๆ เสียด้วย”

 

จากพุทธลักษณะอันโดดเด่นขององค์พระ ทั้งที่เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยนั่ง “ขัดสมาธิเพชร” และคุณลักษณะพิเศษที่พระเนตรเป็น “เพชรแท้” ทั้งสองข้าง ท่านจึงมีสมญานามว่า “หลวงพ่อเพชร” และเมื่อเป็นพระพุทธรูปประดิษฐานที่วัดแจ้ง จึงเรียกขานกันอย่างติดปาก ไม่ให้ซ้ำหลวงพ่อเพชรที่อื่นๆ ว่า “หลวงพ่อเพชร วัดแจ้ง”

ที่ตั้งวัดแจ้ง: เลขที่ 136  เทศบาลเมืองปราจีนบุรี ถนนทัศนวิถี ตำบลหน้าเมือง อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี

 

ที่มา : หนังสือประวัติหลวงพ่อเพชร พระครูประสิทธิศึกษากร (หลวงปู่ทัศน์) วัดแจ้ง ปราจีนบุรี

 


  • คาถาหลวงพ่อกบ
    คาถาหลวงพ่อกบ วัดเขาสาริกา อำเภอบ้านหมี่ จังหลัดลพบุรี "ทองหนึ่ง หนึ่งทอง" (ให้บริกรรมภาวนาไปเรื่อย ๆ จนจิตสงบ) หมายเหตุ หลวงพ่อกบท่านจะท่องคำว่า "ทองหนึ่ง" ท่านจะท่องสับ...

  • หลวงพ่อโอภาสี วัดหลวงพ่อโอภาสี บางมด กรุงเทพ
    คาถาของหลวงพ่อโอภาสี “อิติสุคะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ ปะฐะวีคงคา พระภุมมะเทวา ขะมามิหังฯ” คาถาของหลวงพ่อโอภาสีบทนี้ แท้จริงแล้วก็คือ คาถายอดพระกัณฑ์พระไตรปิฎกที่หลวงพ...

  • หลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน
    คำอาราธนา บูชาหลวงปู่หมุน ฐิตสีโล นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัสสะ นะโมตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมา สัมพุทธัส...

  • ขอพรหลวงปู่สรวง วัดไพรพัฒนา และหลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน
    เคล็ดวิธีการขอพรหลวงปู่สรวง วัดไพรพัฒนา และหลวงปู่หมุน วัดบ้านจาน(โดย อาจารย์ศุภกิจ อัครเบญจพล)เวลามีเรื่องเดือดร้อน ให้จุดธูป 16 ดอก กลางแจ้ง ให้นั่งหันหน้าไปทางทิศตะวันออก ...

  • พระคาถาอุปปาตะสันติ(มหาสันติงหลวง) สวดสงบเหตุร้าย
    ประวัติคัมภีร์อุปปาตะสันติ(มหาสันติงหลวง) อุปปาตะสันติ ทางเมืองเหนือเรียกว่า มหาสันติงหลวง แปลว่า บทสวดเพื่อสงบเคราะห์กรรม สวดเพื่อสงบเหตุร้าย และสวดเพื่อสงบสิ่งที่กระทบกระเทือน ...
Visitors: 1,491,307