แค่เนื้องอก..ไม่ใช่มะเร็ง

บทที่ 4   แค่เนื้องอก...ไม่ใช่มะเร็ง

 
ประมาณ เดือนพฤศจิกายน  พ.ศ. 2551 ปุ๊มีอาการปวดท้องมาก  ความรู้สึก ณ ขณะนั้น มันเจ็บมาก ปวดท้องแบบไม่เคยปวดมาก่อนก็ไปหาหมอที่โรงพยาบาล หมอก็ให้รอ รอ จนปุ๊เองโมโห เพราะมันปวดมาก จะพูดไม่ออกแล้ว เลยกลั้นใจถามว่า ตกลงจะรักษาหรือเปล่า ถ้าไม่รักษาจะไปที่อื่น  โมโหก็โมโห

 

ทางโรงพยาบาลถึงยอมให้อุลตร้าซาวน์ ทำให้รู้ว่า เป็นเนื้องอกก้อนใหญ่มาก ขนาดแตงโมจินตรา และลูกมะพร้าว ซ้อน ๆ กันอยู่ แถมหมอดันมาดุว่า ทำไมปล่อยให้มันโตได้ขนาดนี้ ปุ๊ก็บอกว่าไม่ปวด อะไรเลย ระบบร่างกายทุกอย่างปกติ เพราะก้อนเนื้อที่โต ไม่ได้ไปทับกับอวัยวะอะไรเลย ทำให้เราไม่ทราบ ตอนที่ปุ๊ได้ยินคำพูดจากหมอตอนนั้น คิดอะไรไม่ออก ทุกอย่างมันตื้อไปหมด เหมือนจะเป็นลม หวิว ๆ เพราะทำอะไรไม่ถูกเหมือนกัน ปุ๊มาหาหมอคนเดียวไม่มีใครเลย

 

หลังจากพบหมอและทราบผลการตรวจแล้วมันอึ้ง คิดอะไรไม่ออก เหมือนโดนทุบหัว กังวลหลาย ๆ เรื่อง เพราะพ่อแม่อายุเยอะแล้ว ไม่อยากให้ไม่สบายใจเรื่องปุ๊ ปุ๊เลยโทรหาพี่อ้อย บอกว่า หมอว่าปุ๊เป็นเนื้องอก  สิ่งที่กลัวอย่างเดียวคือ เนื้องอกจะเป็นเนื้อร้ายหรือเปล่า และพี่อ้อยก็บอกกับปุ๊ว่า อาจารย์ศุภกิจบอกว่าไม่ใช่มะเร็ง ความรู้สึกตอนนั้นมันโล่งมาก ๆ ขณะที่คุณหมอเองยังไม่ กล้าฟันธงเลยว่า เป็นเนื้อร้ายหรือเปล่า 

 

หลังจากนั้น ก็ไปตรวจพร้อมกัน ทั้ง 2 โรงพยาบาล ว่าหมอแต่ละโรงพยาบาล เขาจะตัดสินใจเคสปุ๊อย่างไร เพราะคนที่รู้จักแนะนำ พี่ต้องเลือกหมอที่เก่ง เพราะตอนผ่า เราฝากชีวิตไว้กับหมอ ส่วนปุ๊เองก็กังวลมากเหมือนกัน จากการได้ไปทำการรักษา จึงตัดสินใจผ่า  ซึ่งคุณหมอกรุณาให้ปุ๊เลือกวันผ่าตัดเอง หลังจากการตรวจ ไปอีก 1 เดือน เพราะดัวเองทำใจไม่ได้ กลัวมาก เพราะไม่เคยผ่าใหญ่ขนาดนี้

 

ในความรู้สึกในขณะนั้น ระหว่างวันที่รอขึ้นเขียง ซึ่งต้องนับวันไป เรื่อย ๆ มันทรมาน คิดอะไรไม่ออก ปุ๊ก็จะไปนั่งสมาธิที่วัดระฆัง เป็นประจำ  อาทิตย์หนึ่งไปไม่รู้กี่ครั้ง เพราะต้องเครียดเรื่องผ่าตัด ก็ทำบุญเยอะ ๆ กว่าเดิม ไม่สบายใจก็ใส่บาตรของอาจารย์ตลอด ใส่บ่อยมาก เพราะใจมันคิดไปต่าง ๆ นานา สารพัดที่จะคิด    

 

และวันนั้นก็มาถึง ระหว่างที่มีคนมาเข็นจากห้องพักไปห้องผ่าตัด ปุ๊หน้าซีดเหมือนไก่ กลัวไง หมอดมยาบอกกับปุ๊ว่า ไม่ต้องกลัว ทางโรงพยาบาลได้เตรียมหมอผ่าตัด หมอดมยา หมอหัวใจ ฯลฯ อยู่ในห้องผ่าตัดพร้อม ไม่ต้องกลัว พอถึงคิว อาจารย์หมอที่จะผ่าปุ๊ ท่านกรุณามาเข็นเตียงปุ๊เข้าห้องผ่าตัด ขนาดลูกศิษย์ท่านถามว่า อาจารย์เข็นเองเลยหรือค่ะ

 

ตอนนั้นนะ ปุ๊นึกในใจว่า อาจารย์หมอเอง ก็กลัวว่าปุ๊คิดมาก ท่านถามปุ๊ว่าคิดอะไรอยู่ นึกถึงพ่อถึงแม่อยู่ใช่ไหม ปุ๊บอกว่าไม่ใช่ นึกถึงครูบาอาจารย์ที่ นับถือ พ่อแม่ช่วยปุ๊ไม่ได้ มีแต่ครูบาอาจารย์เท่านั้นที่จะช่วยปุ๊ได้

 

หลังผ่าตัดเสร็จ ประมาณบ่ายโมง เขาก็เข็นปุ๊กลับเข้าห้อง ปุ๊คุยโทรศัพท์ตลอด ตั้งแต่นั้นจนถึงสี่ทุ่ม ซึ่งเท่าที่ทราบ คนป่วยจะต้องพักหลังผ่าตัด เพราะเพลียมากและแพ้ยาสลบ น้อง ๆ ที่โทรมาเข้าใจว่าปุ๊ยังไม่ได้ผ่า ทำไมสดชื่นจัง อะไรประมาณนี้ แข็งแรงมาก

 

หลังจากนั้นปุ๊ก็เริ่มง่วง แต่นางพยาบาลที่มาเฝ้า เขาอยากนั่งสมาธิ ปุ๊ก็อธิบายวิธีทำสมาธิ  ทั้ง ๆ ที่ตอนนั้นอยากนอนมาก ๆ ไม่ไหวแล้ว เริ่มเพลียมากแล้ว เริ่มรู้สึกเจ็บแผลที่ผ่าตัดมาก ยาเริ่มหมดฤทธิ์ และเนื่องจากว่าปุ๊นอนท่าเดิมนานไป จนมีความรู้สึกเมื่อย จึงเปลี่ยนท่า ทำให้รู้สึกมึนและอยากอาเจียน

 

ระหว่างนั้น ปุ๊และพี่พยาบาลก็ได้ยินเสียงแปลก ๆ ทั้ง ๆ ที่เราอยู่กันแค่สองคน ห้องก็เงียบ และไม่มีใครขยับตัว  เราก็มองหน้ากันไม่กล้าพูด  ปุ๊มีความรู้สึกว่ามีใครมายืนอยู่ข้างหลัง เตียงที่ปุ๊นอน ส่งพลังจิตมาให้ ทำให้ปุ๊คลายความเจ็บปวดได้อย่างมาก และ เช้าวันรุ่งขึ้น ปุ๊โทรไปขอบคุณ อาจารย์ศุภกิจ ที่ถอดจิตมาช่วยรักษาปุ๊ อาจารย์ก็ไม่พูดอะไร ก็ได้แต่หัวเราะ 

 

หลังออกจากโรงพยาบาลแล้ว หมอนัดอีก 1 เดือน เพื่อมาตรวจสุขภาพ และฟังผลจากการตรวจสอบชิ้นเนื้อ ปรากฎว่า ไม่ใช่เนื้อร้าย  แปลกนะคะ อาจารย์ศุภกิจรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรว่า ไม่ใช่มะเร็ง อาจารย์ศุภกิจบอกปุ๊ล่วงหน้าประมาณ 2 เดือนกว่า จิตช่างอัศจรรย์แท้ ๆ  หรือทุก ๆ ท่านคิดว่าอย่างไร

 

ปุ๊บันทึกเมื่อ 

ปี พ.ศ.2551

 


  • โหรทำนายแม่น
    บทที่ 2 โหรทำนายต้องตายภายใน 7 วันนานมาแล้ว ปุ๊จะเป็นคนชอบดูหมอมากๆ เลย ที่ไหนแม่นขอให้บอก เราจะตามไปดู ไม่รู้เป็นยังไง แล้วมีอยู่วันหนึ่ง พี่อาภรณ์ พาหมอดู (โหรหลวง) ในวังที่พี่เข...

  • นั่งสมาธิ วัดมเหยงคณ์
    บทที่ 3 รู้เหตุการณ์ล่วงหน้าได้อย่างไรเมื่อก่อนที่อาจารย์ศุภกิจ ยังไม่ได้สร้างสถานที่ปฎิบัติธรรม ในปี พ.ศ.2548 ทุกวันอาทิตย์ อาจารย์ศุภกิจจะพาลูกศิษย์ไปนั่งสมาธิที่โบสถ์ร้าง วัดมเห...
Visitors: 1,491,307